โพสต์แนะนำ

คู่มือเดินป่า..ตอนที 1 "เตรียมตัวก่อนเข้าป่า"

คู่มือเดินป่า..ตอนที 1 ทำไมต้องเดินป่า การเดินในป่า เป็นการชาร์จแบตให้กับตนเอง มีงานวิจัยและบันทึกหลายฉบับพบว่า ธรรมชาติสีเขียวช่วยผ...

เครื่องปรุงที่ควรพกเข้าป่า — ของน้อยแต่รสชาติรอด

 เครื่องปรุงที่ควรพกเข้าป่า 

ของน้อยแต่รสชาติรอด



ในป่า...อาหารไม่ได้วัดกันที่ความหรู แต่ที่ “ความอร่อยพอให้ใจอยู่รอด”

หลายคนเตรียมมีด เตรียมน้ำ แต่กลับลืมของเล็ก ๆ ที่ทำให้ “มื้อธรรมดา กลายเป็นมื้อที่อยากมีชีวิตต่ออีกวัน”

"นั่นคือ เครื่องปรุง"

ไม่ต้องขนทั้งครัว  แค่พกให้ถูกตัว ก็อยู่ได้เป็นสัปดาห์แบบมีรสชาติ

นี่คือ 6 เครื่องปรุงที่ “นักเอาตัวรอด” พกติดเป้ไว้เสมอ 👇



🧂 1. เกลือ — ของที่ขาดไม่ได้

เกลือคือหัวใจของทุกมื้อ

ใช้ปรุงรส, หมักเนื้อ, ดองผัก หรือแม้แต่ ผสมน้ำเกลือกลั้วคอ/แช่แผล

แนะนำใส่ซองเล็กกันชื้น หรือเก็บในขวดพลาสติกเล็กพกง่าย


🍶 2. ซีอิ๊วขาว หรือซอสปรุงรส

ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่ง — รอด

ใช้แตะหมูป่า ปิ้งปลา หรือผัดข้าวในกระทะเดียว

ถ้าเป็นซีอิ๊วแบบซอง หรือขวดจิ๋ว จะประหยัดพื้นที่มาก


🌶️ 3. พริกป่น หรือซอสพริกซอง

ของเผ็ดช่วยให้ร่างกายตื่นและกินง่ายขึ้นเวลาเหนื่อย

พริกป่นพกง่ายสุด แต่ถ้าชอบแบบซอสพริกซอง (จากร้านสะดวกซื้อ) ก็เก็บรวมในถุงซิปล็อกได้


🍋 4. น้ำมะนาวเข้มข้น หรือผงมะนาว

เติมรสเปรี้ยวให้ปลาปิ้งหรืออาหารแห้ง ๆ ได้ทันที

ช่วยเพิ่มความสดชื่นในวันที่เหนื่อยล้า และดับกลิ่นคาวได้ดีมาก

🧈 5. เนยถังเล็ก / น้ำมันพืชซอง

เนยให้พลังงานสูง เหมาะกับคนเดินป่าระยะยาว

หยอดลงในข้าวหรือผัดกับเนื้อสัตว์ จะหอมและกินง่ายกว่ามาก

(ถ้าอากาศร้อน แนะนำเก็บในถุงซิปล็อกกันละลาย)


🧄 6. กระเทียมแห้ง / หอมเจียว

ของแห้งที่ช่วยให้มื้อธรรมดา “กลายเป็นอาหารจริงจัง”

กลิ่นหอมของมันช่วยให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

และยังใช้ดับกลิ่นอาหารสดได้อีกด้วย



🎒 เคล็ดลับพิเศษจากนักอยู่ป่า

แบ่งเครื่องปรุงใส่ขวดเล็กหรือหลอดยาสีฟันเก่า (ล้างให้สะอาดก่อน)

ใช้ถุงซิปล็อกเล็กแยกแต่ละชนิด ป้องกันความชื้น

พก “ถ้วยจิ๋ว” หรือ “ขวดจ่ายแบบบีบ” ไว้ จะใช้งานง่ายและไม่หกเลอะ


จำไว้: เครื่องปรุงไม่ใช่แค่เรื่องของลิ้น แต่คือ “เรื่องของใจ”

ในวันที่เหนื่อย ล้า หรือเจอฝนทั้งวัน — แค่ข้าวสวยร้อน ๆ กับพริกเกลือ ก็ทำให้คุณยิ้มได้อีกครั้ง

สร้างอาหารเลี้ยงหมู สไตล์คนรุ่นใหม่


ก่อนจะเลี้ยงหมู ทำไมคุณไม่สร้างแหล่งอาหารไว้ให้มันก่อน

การเลี้ยงหมู "อย่าใช้คำว่า..ลดต้นทุน" จนเป็นนิสัย 
 เราต้องใช้คำว่า... "ไม่ต้องใช้ทุน"  ในการเลี้ยงหมูมากกว่า

ไม่ใช่..เอ๊ะอะ..ก็ซื้อ เอ๊ะอะ.... ก็ซื้อ   

พอหักลบกลบหนี้ ขาดทุนทุกครั้งไป



การเลี้ยงหมู อย่างที่เราคุ้นเคย และเห็นกันมาตั้งแต่เด็กนั้น 
มักเอาเงินไปซื้อหัวอาหารสำเร็จรูป 
ให้หมูกินทำ  จากนั้นก็นำหมูไปขาย

... เพื่อได้เงินมา...

.
คำถาม...คือ...แล้วเราจะเลี้ยงหมูเพื่ออะไร?  

ในเมื่อ...คุณสามารถเอาเงินที่คุณซื้อหัวอาหารใส่ลงไปในแต่ละวันนั้น สามารถเอาไปซื้ออาหารทานได้เลย โดยไม่ต้องทำกระบวนการให้มันซับซ้อนขนาดนั้น

วันนี้ผมจึงจะนำไอเดีย มาแบ่งบันกัน เพื่อทุกท่านที่สนใจจะลองนำไปปรับปรุง ดันแปรงให้เข้ากับตัวเอง


ก่อนเลี้ยงทำไม...เราต้องสร้างแหล่งอาหารไว้ก่อน 


เรามาดูกันว่า สิ่งที่เราควรปลูก อาหารหมูที่สามารถกินได้ และปลูกได้มีอะไรบ้าง

ต้นกล้วยและผลกล้วยสุก

กล้วยกับหมู  เกษตรกรไทยรู้จักใช้ต้นกล้วย หรือหยวกกล้วย เลี้ยงสัตว์มานานแล้ว กระทั่งปัจจุบันเกษตรกรในชนบทยังใช้ต้นกล้วยเป็นอาหารหยาบหลักเลี้ยงสุกร โดยนำต้นกล้วยทั้งต้นมาลอกเปลือกด้านนอกออก เอาเฉพาะต้นกล้วยส่วนที่อ่อนๆ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมรำ ผสมปลายข้าว หรือหั่นต้นกล้วยรวมกับเศษอาหารเพื่อให้มีความน่ากิน ทำให้สุกรกินอาหารมากขึ้น
สังเกตเห็นว่าต้นกล้วยมีการย่อยได้พอสมควร แม้สารอาหารที่เป็นประโยชน์อาจจะมีไม่มากนัก แต่ก็ประหยัดต้นทุนสำหรับผลิตสุกรได้มาก เกษตรกรอาจจะใช้เวลาเลี้ยงสุกรนานถึง 1 ปี จึงจะมีน้ำหนักมากพอจะจำหน่ายได้ 






ผักโขม      

โด่งดังเพราะป๊อบอายส์ตัวการ์ตูนกะลาสีที่กินเป็นประจำจนแข็งแรงทั้งๆ ที่ตัวเล็กนิดเดียว เนื่องจากผักโขมมีธาตุเหล็ก ซัลเฟอร์ เบต้าแคโรทีน แมกนีเซียม และแคลเซียมสูง สำหรับผักโขกพันธุ์พื้นบ้านไทย มีลักษระเป็นต้นเตี้ยๆ เล็กๆ ชาวบ้านชอบเก็บเอามาต้มให้สุก กินกับน้ำพริก  หากใครมีโอกาสซื้อผักในตลาดสดท้องถิ่นให้ ลองสังเกตผักโขมบ้านที่ชาวบ้านและกำเป็นมัดสั้นๆ วางขาย ผักโขมบ้านจะมีใบเขียวเข้มกว่าและใบเล็กนิดเดียว  แต่นำมาปรุงเป็นอาหารสำหรับคนหรือต้มเป็นอาหารเลี้ยงหมูก็มีคุณประโยชน์ไม่แพ้กัน


มะละกอ

ปลูกมะละกอ นอกจากเราจะได้กินแล้ว เป็นอาหารสำหรับหมูอันดับต้นๆที่ คนสมัยก่อนทำยอด ผล และใบมาต้มเป็นอาหารให้หมูกิน 




มันสำปะหลัง 

เป็นวัสตุดิบอาหารประเภทแป้งหรือประเภทให้พลังงาน เช่นเดียวกับประเภทธญัญาพืชเช่นปลายข้าวและข้าวโพด เพียงแต่มันสาปะหลังจะมีปริมาณกรดอะมิโนและ ปริมาณโปรตีนที่น้อยกว่า 
จึงควรนำไปพึ่งแดด แบบเป็นมันเส้น ได้3-4 แดด ปริมาณกรดไฮโดรไซยานิคจะลดลง ซึ่งไม่เป็นอัตรายต่อสัตว์



ยังมีอีกพืชอีกหลายชนิดที่ สามารถนำมาเป็นอาหารให้หมูกินได้ 
เมื่อรู้แบบนี้แล้วยังจะต้อง ซื้อหัวอาหารอีกทำไม 
เลี้ยงหมูตามธรรมชาติ โตแค่ไหนขายแค่นั้น
 จะสร้างต้นทุนขึ้นมาทำไม ต้นทุนที่เราจะมีควรมีเพียงแค่ 
"ตัวหมู กับ เวลา" 
 เท่านั้น




บ้านแบบปิด หนีโควิด-19 ต้องแบบนี้

ล้อมด้วยน้ำ..วิถีอย่างชนบท
ล้อมด้วยน้ำ...วิถีคฤหาสน์ ผู้มั่งมี
บ้านเดี่ยวกลางแม่น้ำ ผู้เดียวดาย
รีสอร์ทสไตล์คนมีเงิน
เพลิดเพลินกับบ้าน เยี่ยมแดนสวรรค์
ล้อมด้วย น้ำ และคุณเขา แมกไม้นานาพันธุ์
อยู่โดดเดี่ยว แต่ไม่สิ้นหวัง
วิมานของคนมีเงิน
ล้อมด้วยเขาและป่าไม้
บ้านหลังน้อยๆท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์
บ้านน้อยกลางน้ำ
บ้านพักกลางน้ำ
เกาะส่วนตัว
เกาะส่วนตัว ท้องน้ำสีฟ้าคราม
บ้านกลางน้ำอยู่แล้วลำเพลินใจ
เรือนแพที่คุณสามารถสร้างเองได้
บ้านใบไม้เปลี่ยนสี
บ้านน้อยห่มหมอก
เกาะส่วนตัวคนจร
บ้านสวยทะเลงาม




คู่มือการเอาตัวรอดจากโควิด-19 Covid-19

คู่มือป้องกัน โรคโควด-19 จากคณะแพทย์คุณหมิง

จีนจัดทำคู่มือโรคโควิด-19 ให้กับไทย มีการแปลเป็นไทยเรียบร้อยแล้ว 

เป็น E-book lk,ki5พลิกอ่านได้เหมือนหนังสือ 
อ่านกันนะครับมีประโยชน์จริงๆ

จัดทำโดย คณะกรรมการสุขภาพแห่งยูนนาน , มหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิง สถาบันการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ มณฑลยูนนาน เป็นต้น
.
คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง



http://h5.ynjyzyw.com/Reader/Viewer/Index/877?from=singlemessage&isappinstalled=0
.

อ่านเพื่อตัวคุณ,ครอบครัว,และประเทศชาติ






คู่มือเดินป่าตอนที่ 13....ไฟฉายเดินป่า

คู่มือเดินป่าตอนที่ 13....ไฟฉายเดินป่า


การเดินตอนกลางคืนโดยไม่มีไฟฉายนั้น จะทำได้เฉพาะในที่โล่ง ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น การใช้เทียนจะลำบากต้องจุดต้องเป่าให้ดับ เวลาเข้าป่าจึงควรจะมีไฟฉายไป 2 อัน เผื่ออันหนึ่งเสียหรือถ่านหมด จะได้มีไฟฉายเหลือ แต่ไม่จำเป็นต้องพกไปมากกว่านั้นให้เกะกะ ทางที่ถูกต้องคือ ต้องเลือกไฟฉายยี่ห้อที่เชื่อใจได้ว่า จะไม่ไปดับกลางทาง ผมเคยพกไฟฉายราคาถูกๆของจีนไปเข้าป่าถึง 3 อัน ปรากฎว่าพอเจอทั้งฝนและความชื้นแค่คืนเดียว ไฟฉายเปิดไม่ติดเลยสักกระบอก บางอันกดไปกดมา ปุ่มยุบไปก็มี ไฟฉายยี่ห้อที่ผมทดลองใช้ในป่าที่ชื้นๆ ลุยโหดๆเป็นเดือนๆโดยไม่ดับเลย แล้วยังคงใช้อยู่ได้ถึงปัจจุบันคือ energizer, black diamond, petzl แต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่น จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่มักจะพังเพราะสาเหตุเดียวกันคือ ตกกระแทก แล้วแยกเป็นชิ้น เปิดไม่ติดอีกเลย ซึ่งถ้าใช้อย่างระวังก็จะไม่ตกหล่นเสียหาย ไฟฉายที่ทนกระแทกได้จะเป็นพวกอลูมิเนียม หรือพลาสติกหุ้มยางที่ออกแบบมาเฉพาะให้รับแรงกระแทกได้

ไฟฉายคาดหัว ได้ผ่านการพิสูจน์ด้วยการเวลาแล้วว่า เป็นไฟฉายที่ดีที่สุดสำหรับใช้งานกลางแจ้ง เพราะ ช่วยให้มือว่างทั้ง 2 ข้าง เวลาไม่ใช้สามารถแขวนคอไว้ได้ ไม่ต้องพกใส่กระเป๋าให้เสี่ยงตกหาย ส่วนไฟฉายแบบแท่งใช้ไม่สะดวกเลย เพราะใช้มือถือได้อย่างเดียว จะเหลือมือเพียงข้างเดียว เวลาที่ต้องหยิบของด้วยสองมือเช่น ตักน้ำใส่หม้อ จะต้องใช้ปากคีบไฟฉายจะทำให้ลำบากมาก ใช้เป็นไฟฉายสำรองก็ไม่ได้ ผมเคยเจอ เพื่อนร่วมทางขอยืมไฟฉายคาดหัวไปใช้ แล้วตัวเองเหลือแต่ไฟฉายแบบมือถือ ทำให้ทำงานลำบากมาก


แบบแรกคือ ไฟฉายสำหรับใช้เวลาอยู่ที่พัก จัดข้าวจัดของ ไฟฉายตัวนี้จะใช้งานบ่อยที่สุด จึงควรเป็นหลอดประหยัดไฟ เช่นหลอด led เพื่อที่จะใช้ได้นานๆ และการทำงานระยะใกล้ ต้องใช้ไฟที่มีมุมกว้างพอสมควร ไม่ควรใช้ไฟฉายมุมแคบ เพราะจะมีไฟพุ่งเป็นจุด ซึ่งเหมาะสำหรับใช้มองสิ่งที่อยู่ไกลๆ แต่ถ้าใช้ระยะใกล้จะต้องขยับหัวบ่อย ไฟฉายใช้งานระยะใกล้จะต้องใช้บ่อย จึงควรจะใช้ง่าย แค่กดเปิดปิดอย่างเดียว ไม่มีไฟแดง ไฟหรี่ ไฟกระพริบ มิฉะนั้นจะต้องกดหลายรอบ กว่าจะได้ไฟที่ต้องการ ใครที่เคยใช้ไฟฉายมาหลายแบบ จะพบว่าไฟฉายแบบนี้ถูกใจที่สุด ใช้ได้บ่อยที่สุด ด้วยเหตุผลหลักคือใช้ง่าย

แบบที่สองเป็นไฟฉายที่ไฟแรงๆสว่างๆ เพื่อที่จะได้ส่องดูสิ่งที่อยู่ไกลๆ ตัวนี้เป็นไฟฉายสำรอง จึงควรปรับได้ทั้งไฟอ่อนและไฟสว่าง เพราะหากไฟฉายตัวแรกเสีย จะได้ใช้ตัวนี้ทำงานระยะใกล้แทน หรือถ้าต้องการส่องไกลก็ใช้ไฟฉายตัวนี้ช่วย ปัญหาของไฟฉายที่สว่างๆ คือ ถ่านหมดไว เมื่อถ่านอ่อนแล้ว ความสว่างจะไม่ต่างจากไฟฉายไฟอ่อนทั่วไป ดังนั้น ไฟฉายสว่างๆ จึงควรเก็บไว้ใช้เฉพาะเวลาจำเป็น

ไฟฉายที่ปรับได้ทั้งไฟแรงและไฟอ่อน ถ้าเป็นแบบที่ใช้ปุ่มเดียวกดสลับไปมา จะใช้ยุ่งยาก เพราะมักจะต้องกดหลายรอบ กว่าจะได้ไฟที่ต้องการ ไฟฉายที่ใช้งานได้สะดวกขึ้นคือ แบบปรับไฟโดยไม่ใช้กดปุ่ม แต่ใช้วิธีอื่นเช่น ใช้ dimmer แบบหมุนได้ หรือถ้าฉลาดกว่านั้นก็สามารถปรับไฟได้อัตโนมัติ

ไฟฉายทั่วไปจะใส่ถ่าน 3 ก้อน ถ้าเข้าป่าไปไม่กี่วัน คงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเข้าป่าไปเป็นอาทิตย์แล้วถ่านอ่อน จะไม่สามารถใช้ถ่านจากอุปกรณ์อื่นได้ เพราะอุปกรณ์อื่นอย่างเช่น gps, กล้องถ่ายรูปราคาถูกๆ ล้วนแต่ใช้ถ่าน 2 ก้อนทั้งนั้น เราจึงควรใช้ไฟฉายที่ใช้ถ่านจำนวนเท่ากับอุปกรณ์อื่น จะได้ไม่ต้องแบกถ่านสำรองไปหลายๆแบบ ถึงแม้ว่าถ่านจะใช้กับอุปกรณ์อื่นจนไฟหมดแล้ว แต่มักจะเหลือไฟพอให้ใช้กับไฟฉายต่อได้อีกนาน

เวลาเดินตอนกลางคืนในป่าที่อันตราย จำเป็นต้องมองซ้ายขวาอยู่ตลอดเวลา จึงไม่เหมาะที่จะใช้ไฟฉายคาดหัว เพราะว่าหัวจะต้องหมุนไปหมุนมาตามไฟฉาย เพื่อส่องดูสิ่งต่างๆ ทำให้เวียนหัว ถ้าใช้ไฟฉายคาดหัวก็สามารถถอดออกจากหัวแล้วใช้มือถือได้ การเดินตอนกลางคืนในป่าที่อันตราย ควรใช้ไฟฉายทั้งมุมกว้างและมุมแคบ มุมกว้างสำหรับมองดูบริเวณเท้า เพื่อไม่ให้เหยียบงู ส่วนมุมแคบใช้มองดูไกลๆ ว่ามีสัตว์ป่าอยู่หรือไม่ ไฟฉายบางยี่ห้อจะส่องทั้งมุมกว้างและมุมแคบในคราวเดียวกัน แต่ก็ยังใช้ลำบาก เพราะ ถ้าจะมองไกลก็ต้องเงยหัวขึ้น ถ้าจะมองใกล้ก็ต้องกดหัวลง วิธีที่สะดวกที่สุดเวลาเดินคือ ใช้ไฟฉาย 2 อัน อันหนึ่งมุมกว้างใช้คาดหัว อีกอันหนึ่งมุมแคบใช้มือถือเพื่อส่องไกลออกไป ยกเว้นจะเดินในป่า ในสถานที่ๆไม่มีอันตราย อาจใช้ไฟฉายมุมกว้าง เพื่อส่องดูพื้นอย่างเดียวได้ง

ไฟฉายสีอุ่นหรือสีเหลืองจะดีกว่าไฟสีขาวจากหลอด led ตรงที่สามารถแยกแยะความแตกต่างของงูกับกิ่งไม้ และตัดหมอกได้ดีกว่า ส่วนแสงสีแดง ไม่มีประโยชน์อะไร ที่พอเห็นจะใช้ได้คือ เวลาตื่นมากลางคืนเพื่อหาของ แสงจากหลอดไฟปกติสว่างเกินไป ไฟสีแดงจะช่วยไม่ให้แสบตาตอนที่เปิดใหม่ๆ แต่ถ้าแค่ดูนาฬิกาแนะนำให้ใช้นาฬิกาแบบมีไฟในตัวจะดีกว่า

ไฟฉายคุณภาพดี ดูตรง battery contact ที่เป็นหน้าสัมผัสกับถ่าน จะไม่ใช้สปริง แต่จะใช้แผ่นเหล็กแทน เนื่องจาก สปริงที่ใส่ถ่านไว้สักพัก จะเริ่มอ่อนตัว ถ้าเขย่าไฟฉาย สปริงที่อ่อน จะทำให้ถ่านเด้งไปมา จนไม่สัมผัสกับสปริง เวลากระเทือนจะทำให้ไฟดับ ต้องคอยกดใหม่อยู่เรื่อยๆ ไฟฉายที่รังถ่านใช้สปริง อย่างเช่น ฟีนิกส์ของจีน หรือออสแรมของเยอรมัน เวลาเขย่าแล้วไฟดับได้

ส่วนตะเกียงนั้นไม่จำเป็นต้องพกไปให้หนัก เพราะไฟฉายคาดหัว สามารถแขวน ใช้แทนตะเกียงได้ ไฟฉายคาดหัวจะวางกับพื้นหรือแขวนไว้กับกิ่งไม้ก็ยังส่องได้

เวลาเดินในป่าตอนกลางคืน ควรจะใช้ไฟฉายเสมอ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มืดมาก เพราะอาจเดินไปเหยียบงู หรือตะขาบ แล้วโดนมันกัดได้ แค่โดนตะขาบกัด ก็อาจทำให้เท้าบวมจนใส่รองเท้าไม่ได้

ไฟฉายที่เชื่อถือได้ นอกจากจะทนชื้นทนกระแทกแล้ว เวลาที่ถ่านอ่อน จะต้องยังมีไฟอยู่ ไฟฉายบางตัว พอถ่านอ่อน จะดับไปเลย

ช่วงหัวค่ำ เป็นช่วงที่แมลงออกหากิน ไฟฉายคาดหัวจะมีแมลงบินมาตอม บางตัวบินมาเข้าตาเลย แค่แมลงบินเข้าตาสักตัวก็เสียศูนย์แล้ว ช่วงนี้จึงควรใส่แว่นตาป้องกัน

ถ้าไม่มีไฟฉาย การก่อไฟจะเห็นได้ไกลประมาณ 5 เมตร แต่ถ้าสุมไฟให้แรงๆ จะเห็นได้ไกลประมาณ 10 เมตร ถ้าจะเดินไปไหนไกล ต้องทำคบไฟขึ้นมาใช้แทน ถ้าเป็นไม้แห้งตามธรรมชาติ ให้ใช้กิ่งไม้เล็กๆ รวมกันให้เป็นกำ แต่จะติดไฟอยู่ได้ไม่นาน และต้องควบคุมไฟไม่ให้ดับ ด้วยการกดหัวลงและพลิกไปมา ถ้าต้องการให้ติดไฟนานขึ้น และสามารถถือให้ไฟลุกอยู่ด้านบนได้ ต้องใช้เศษไม้มาคลุกน้ำมันพวก ยางสน หรือ น้ำมันยางซึ่งได้จากพืชตระกูลยาง เมื่อคลุกแล้วจะเรียกว่าขี้ไต้ แล้วนำมาห่อด้วยใบไม้ขนาดใหญ่สัก 2 ชั้น มัดไว้เป็นท่อนๆ พอมือถือได้ ถ้าต้องการทำด้ามไม้สำหรับถือ ให้ใช้ไม้เนื้ออ่อนเช่น ไม้ไผ่ ผ่าปลายออกเป็นอย่างน้อยสองส่วน เพื่อให้อ้าออก แล้วยัดไม้คลุกน้ำมันลงไป ถ้าใช้ไม้แข็งผ่าแล้วไม่ยอมอ้าออกมา ให้หาไม้มาเหลาเป็นรูปลิ่มแล้วตอกลงไป

พืชตระกูลยาง จะแทงยอดสูงกว่าต้นไม้รอบๆ มักจะสูงถึง 30-50 เมตร ลำต้นตรงเหมือนเสา เริ่มตั้งแต่โคนต้นขึ้นไป เมื่ออยู่ที่ความสูง 0-300 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะเป็นต้นยางนา อาจมีต้นตะเคียนปนอยู่ด้วย การดูชนิดของต้นไม้ นิยมดูที่ กิ่ง ใบ เปลือก และลำต้น ยางนาจะมีกิ่งจะงอกออกมาจากลำต้นในแนวเกือบตั้งฉาก แตกกิ่งออกเป็นพุ่ม ตั้งแต่ระดับกลางลำต้นขึ้นไป
.
เพราะกิ่งที่อยู่เตี้ยๆ มักจะหลุดร่วงลงมาหมดแล้ว  ใบยางนาจะคล้ายใบมะม่วง แต่ใบใหญ่กว่าและยาวกว่า คือขนาดใหญ่กว่ากว่าฝ่ามือเล็กน้อยทั้งด้านกว้างและด้านยาว ลำต้นขนาดเกือบ 2 คนโอบ เปลือกแตกเป็นสะเก็ด ลองแกะดู จะแกะได้บ้าง บางต้นแกะยาก บางต้นเลาะเปลือกออกมาแล้ว บางครั้งมีน้ำยางติดมาด้วย แสดงว่าใช่ บางต้นเป็นแผลอยู่แล้ว เพราะมีแมลงเข้าไปทำรัง จะเห็นน้ำยางได้ชัดโดยไม่ต้องแกะเปลือก (ซึ่งเรามักจะเห็นขี้แมลงเป็นสายขี้เลื่อยปนอยู่ด้วย) คนที่นำน้ำมันยางนามากลั่นเป็นน้ำมันดีเซล จะเจาะรูเข้าไปลึกประมาณ 15-20ซม. เจาะทำมุมชี้ขึ้น 45องศา พอใช้เสร็จจึงนำกิ่งยางนามาตอกเข้าไป จะสมานแผลกลับคืนมาเป็นเนื้อไม้ธรรมชาติ
.
ต้นยางนาจะออกดอกช่วงหน้าร้อน เดือน มีค.-พค. ดอกจะกลายเป็นผลช่วงต้นมรสุม เดือน พค.-มิย. ผลยางนามีปีกเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว เพื่ออาศัยลมมรสุมพัดพาไปตกในที่ห่างไกลเพื่อขยายพันธุ์ แต่ถ้าปีไหนที่อากาศไม่ร้อนจัด เช่น มรสุมเข้าช่วงสงกรานต์ ยางนาจะไม่ออกผล เพราะ ดอกเล็กๆที่ยังไม่สมบูรณ์ พอเจอมรสุม ก็จะร่วงหมด ไม่ทันได้เจริญพันธุ์เป็นดอกที่สมบูรณ์ ถ้าเป็นป่าดิบเขาที่ความสูง 300-1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะไม่มียางนา
.
แต่เปลี่ยนเป็นต้นยางพันธุ์อื่น ซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ เช่น ยางเสี้ยน ยางปาย ยางแดง ส่วนที่ความสูงเกิน 1000 เมตรจะเปลี่ยนเป็นต้นสน สามารถใช้ยางสนมาจุดไฟได้ โดยขูดเปลือกไม้ออกมาให้ถึงเนื้อไม้ หรือ ตัดกิ่งไม้ออกมา แล้วรอสักพัก จะมียางสนซึมออกมาเรื่อยๆ
.
เครดิต:ผู้เขียนเนื้อหาเหล่านี้เผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง จึงไม่มีลิขสิทธิ์

อ่านต่อบทความคู่มือเดินป่า...ตอนที่ 14>>>>>>>>

คู่มือเดินป่าตอนที่1...https://is.gd/SgkF3
.
คู่มือเดินป่าตอนที่2...https://is.gd/P5Rw0
.
คู่มือเดินป่าตอนที่3...https://is.gd/lANrL
.
คู่มือเดินป่าตอนที่4...https://is.gd/FBvf5
.
คู่มือเดินป่าตอนที่5...https://goo.gl/5ACh2f
.
คู่มือเดินป่าตอนที่6...https://goo.gl/vx1qtc

คุณสามารถติดตามพูดคุยกับเราได้ที่>>>  เพจ"เอาตัวรอดในป่า"


By :อยู่อย่างเสือ 

อันตรายจากการขึ้นภูเขาสูง

อันตรายจากการขึ้นภูเขาสูง



บนภูเขาสูงมีอากาศเบาบาง จึงมีออกซิเจนน้อยตามไปด้วย คนที่ขึ้นภูเขาสูง เวลาหายใจจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง เมื่ออวัยวะต่างๆในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จะทำให้ป่วยง่าย

อาการที่เริ่มแสดงว่า ร่างกายเริ่มได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จะเหมือนกับอาการเวลาออกกำลังกายเหนื่อยๆ คือ หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว

ที่ระดับน้ำทะเล ระดับออกซิเจนในเลือดของคนปกติ ขณะหยุดพัก ถ้าวัดด้วยเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือดคือ pulse oximeter จะแสดงค่า 99% เพราะหน้าจอแสดงตัวเลขได้แค่ 2 หลัก แต่ถ้าออกกำลังกาย ระดับออกซิเจนในเลือดจะต่ำลง แต่ไม่เกิน 5% คืออยู่ระหว่าง 95-99% ซึ่งระดับออกซิเจนที่สูงกว่า 95% ยังถือว่าเป็นระดับปกติ

แต่เมื่อขึ้นภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 1500 เมตร ภายในวันเดียว คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะมีระดับออกซิเจนในเลือดขณะหยุดพัก ลดลงเหลือเพียง 90-95% จะเริ่มซึม อยากนั่ง ไม่มีแรงยืนหรือเดินไปไหน หน้าซีดมือซีด สักพักก็จะเริ่มปวดหัวตึ๊บๆ เนื่องจากมีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ ความคิดไม่ค่อยละเอียดเหมือนก่อนขึ้นเขา นั่นคืออาการเริ่มแรกของโรคแพ้ความสูง หรือ altitude sickness มีอาการหลักคือ ปวดหัว และเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง บางคนเรียก mountain sickness

ถ้ายังฝืนขึ้นภูเขาสูงไปอีก ระดับออกซิเจนในเลือด จะยิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ ถ้าขึ้นถึงระดับ 2500 เมตร คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะมีระดับออกซิเจนในเลือดขณะหยุดพัก เหลือเพียง 80-90% ซึ่งระดับนี้ถือว่าเริ่มอันตรายแล้ว เพราะอวัยวะต่างๆในร่างกายจะเริ่มถูกทำลาย บางคนอาจมีระดับออกซิเจนขณะหยุดพักเหลือเพียง 70-80% ซึ่งเป็นระดับที่ทำลายอวัยวะในร่างกายอย่างรุนแรง อาการป่วยจะเริ่มปรากฎชัดคือ คลื่นใส้อาเจียน นอนไม่หลับ ท้องร่วงหรือท้องผูก ไอแห้งๆ ถ้าปลายนิ้วหรือตาขาวเปลี่ยนเป็นสีม่วง นั่นคืออันตรายแล้ว แต่เนื่องจากโรค altitude sickness จะเกิดขึ้นช้าๆ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จึงมักจะป่วยบนเขาในตอนกลางคืน ซึ่งการเดินทางลงเขาทำได้ยาก ดังนั้น ถ้าขึ้นเขาแล้ว เริ่มรู้สึกไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นโรค altitude sickness หรือโรคอะไรก็ตาม ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ รีบลงจากเขาก่อนค่ำ

ส่วนคนที่ขึ้นลงเขาบ่อยๆ หรือออกกำลังกายเป็นประจำ ร่างกายจะปรับตัวได้เร็วกว่าคนทั่วไปที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ถึงแม้ว่าจะขึ้นภูเขาสูงถึงระดับ 2500 เมตร ภายในวันเดียว ก็ยังวิ่งเล่นได้อยู่ เพราะ จะยังคงมีระดับออกซิเจนในเลือด ขณะหยุดพัก สูงกว่า 95% แต่การออกกำลังกายบนที่สูง เช่น เดินขึ้นเขา อาจทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงเหลือเพียง 90-95% ซึ่งทำให้ปวดหัวได้เช่นกัน

เมื่อระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง ร่างกายจะมีกระบวนการปรับตัว ด้วยการพยายามสร้างเม็ดเลือดแดงกับฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น เมื่อมีฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น ก็จะมีตัวพาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้มากขึ้น แต่กระบวนการปรับตัวนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 วัน หลังจากร่างกายปรับตัวได้แล้ว ระดับออกซิเจนในเลือด บนเขาขณะหยุดพักจะกลับมาเป็นปกติ เท่ากับที่ตอนอยู่ที่ระดับน้ำทะเล คือสูงกว่า 95%

วิธีที่ดีที่สุดในการปรับตัวเข้ากับความสูงคือ ลงมาพักที่ต่ำลงมา ตามหลักของคนปีนเขาว่า "climb high, sleep low" ความสูงที่เริ่มปลอดภัยคือ ต่ำกว่า 1500 เมตร ยิ่งลงมาต่ำเท่าไหร่ อาการป่วยก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น ถ้าลงมาอยู่ตีนเขาแถวพื้นราบ อาการป่วยจะหายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ถ้าขึ้นเขาครั้งแรกแล้วป่วย พอลงมาพักแถวตีนเขาจนหายป่วย แล้วกลับขึ้นเขาไปใหม่ ก็มักจะไม่ป่วยเหมือนเดิมแล้ว คนที่ขึ้นภูเขาสูง จึงใช้วิธีนี้ค่อยๆไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

เวลาป่วยอยู่บนเขา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ป่วยเป็นโรค altitude sickness แต่ถ้าติดเชื้อเพราะโดนแมลงกัดหรือเป็นหวัด จะทำให้ร่างกายยิ่งต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงไปอีก ถ้าฝืนอยู่บนเขา จะยิ่งทำให้อาการป่วยทรุดลง
.
งานวิจัยพบว่า เวลาขึ้นเขาสูง ร่างกายจะสร้างสารพิษที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เป็นสาเหตุให้เกิดโรค altitude sickness การกินสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) อย่างเช่น วิตามินซี (วันละ 500 มก.), กลูต้าไธโอน (อมใต้ลิ้น) ฯลฯ จะช่วยลดโอกาสเกิด altitude sickness ได้ โดยร่างกายจะใช้วิตามินซี ไปช่วยสร้างกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหลักในร่างกาย
.
นอกจากนี้ ควรกินโปรตีนจากสัตว์ให้เพียงพออยู่เสมอ เพราะร่างกายสามารถใช้โปรตีนไปสร้างสารต้านพิษหลายตัว อย่างเช่น กลูต้าไธโอน, ไนตริกออกไซด์, กรดยูริก ฯลฯ แต่แพทย์แผนปัจจุบันไม่รู้วิธีรักษาด้วยสารธรรมชาติแบบนี้ เพราะพวกเขาถูกทุนนิยมเข้าครอบงำ จึงรู้จักแต่การใช้ยากดอาการที่ปลายเหตุ อย่างเช่น สเตรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่เราควรหลีกเลี่ยง เพราะมันไม่ใช่ยารักษาโรค มันเพียงแค่หลอกร่างกายไว้ชั่วคราว ไม่ให้แสดงอาการป่วยออกมาแค่นั้นเอง พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการป่วยจะหนักกว่าเดิม
.
เครดิต:ผู้เขียนเนื้อหาเหล่านี้เผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง จึงไม่มีลิขสิทธิ์


อ่านต่อบทความคู่มือเดินป่า...ตอนที่ 13>>>>>>>>

คู่มือเดินป่าตอนที่1...https://is.gd/SgkF3
.
คู่มือเดินป่าตอนที่2...https://is.gd/P5Rw0
.
คู่มือเดินป่าตอนที่3...https://is.gd/lANrL
.
คู่มือเดินป่าตอนที่4...https://is.gd/FBvf5
.
คู่มือเดินป่าตอนที่5...https://goo.gl/5ACh2f
.
คู่มือเดินป่าตอนที่6...https://goo.gl/vx1qtc

คุณสามารถติดตามพูดคุยกับเราได้ที่>>>  เพจ"เอาตัวรอดในป่า"


By :อยู่อย่างเสือ 


.

"6 สิ่งที่ต้องระวังเวลาเดินป่า"

"6 สิ่งที่ต้องระวังเวลาเดินป่า"




ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะเดินดูทางอย่างเดียว โดยไม่ดูป่ารอบข้างเลย นั่นเป็นเพราะเราเดินป่าในเส้นทางที่ไม่มีอันตรายมาก  แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต้องเข้าไปในป่าที่มีสัตว์ใหญ่มาก เราจะรู้จักดูซ้ายดูขวา เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ



สิ่งที่ต้องระวังเวลาเดินป่าคือ

  1. ที่พื้นอาจมี งู หรือ ต่อหลุม สังเกตุว่าดินจะโล่งเป็นขุย นูนขึ้นเล็กน้อยคล้ายจอมปลวก ไม่มีต้นไม้ขึ้น มีรูเล็กๆที่ตัวต่อบินเข้าออก มีตัวต่อบินอยู่ 2-3 ตัว ตัวต่อจะตัวใหญ่และมีปล้องสีส้ม 1 ปล้องคาดที่หาง  แสดงว่าข้างใต้นั้นเป็นรังต่อหลุม  ถ้าเหยียบลงไปจะโดนรุม
  2. โคลนดูดหรือทรายดูด พบมากตามชายหาดริมน้ำ แม้แต่เดินลุยน้ำ หรือบนบกก็เจอได้ ลองใช้ไม้จิ้มดู ถ้าอยู่บนบกสังเกตุว่าพื้นจะอ่อนนุ่ม แต่มองด้วยตาเปล่าอาจไม่เห็น แต่ถ้าเหยียบลงไปสัก 1-2 วินาทีก็จะจมลงไปแล้วยกขาไม่ขึ้น หลุมส่วนใหญ่จะตื้นแค่ครึ่งตัวคน แต่เคยมีคนถูกดึงจมลงไปทั้งตัว ควรหลีกเลี่ยงการเดินบนโคลนและบนทราย ถ้าจำเป็นต้องเดินก็ต้องระวัง เวลาเดินควรจับต้นไม้ไว้ก่อนจึงค่อยก้าวต่อไป ถ้าไม่มีต้นไม้ ค่อยๆก้าวให้มั่นคงทีละก้าว โดยใช้ขาหน้าแหย่ดูก่อน ถ้าโดนดูด จะยกขาไม่ขึ้น อย่าดิ้น เพราะจะโดนดูดลึกลงไป ให้พยายามนอนราบไปหาฝั่งที่พื้นแข็ง เพื่อยกเท้าขึ้นมา แล้วคลานออกมา
  3. ถัดขึ้นมาจากพื้น อาจมี แร้วดักสัตว์ หรือปืนผูก พวกนี้จะมีสัญลักษณ์ให้เราสังเกตุได้ อาจเป็นกระสอบผูกไว้ในระดับสายตา หรือ เป็นกิ่งไม้ขวางไว้ ซึ่งคนด้วยกันดูรู้ว่าเกิดจากคนทำ แต่สัตว์ไม่รู้ ถ้ามองขึ้นไปบนต้นไม้แถวนั้นอาจจะเห็นห้างที่คนสร้างไว้ พอเราเห็นสิ่งที่คนสร้างเหล่านี้แล้ว ควรจะสอดส่ายสายตาดูให้ดี ถ้าไม่ระวังก็จะเรียบร้อย เคยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ห้วยขาแข้ง เดินสะดุดปืนลั่นใส่ขาเจ็บสาหัสมาแล้วเมื่อช่วงหน้าฝนปี 58 ต้องเข้าโรงพยาบาลไปเรียงกระดูกและดามเหล็ก
  4. ระดับเอวถึงหัว อาจมีงูเขียว และ รังแตน
  5. กิ่งไม้เหนือหัวขึ้นไป อาจมีงูสารพัด ซึ่งสามารถเลื้อยไปตามเถาวัลย์ได้เร็วจนตาเรามองไม่ทัน และยังมีรังต่อ ถ้าไปกระเทือนโดนรังมัน อาจจะโดนไล่ต่อย ถ้าหนีไม่ทัน อาจโดนต่อยถึงตายได้
  6. ถ้าเดินในทุ่งหญ้า พยายามเกาะกลุ่มกันไว้ เพราะอาจมีเสือหรือหมาไน อยู่บนที่สูง คอยเล็งหาเหยื่อ
........................

เครดิต:ผู้เขียนเนื้อหาเหล่านี้เผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง จึงไม่มีลิขสิทธิ์

อ่านต่อบทความคู่มือเดินป่า...ตอนที่ 13>>>>>>>>

คู่มือเดินป่าตอนที่1...https://is.gd/SgkF3
.
คู่มือเดินป่าตอนที่2...https://is.gd/P5Rw0
.
คู่มือเดินป่าตอนที่3...https://is.gd/lANrL
.
คู่มือเดินป่าตอนที่4...https://is.gd/FBvf5
.
คู่มือเดินป่าตอนที่5...https://goo.gl/5ACh2f
.
คู่มือเดินป่าตอนที่6...https://goo.gl/vx1qtc

คุณสามารถติดตามพูดคุยกับเราได้ที่>>>  เพจ"เอาตัวรอดในป่า"


By :อยู่อย่างเสือ 


มิจฉาชีพหรือตำรวจ ...ตรวจสอบได้!

มิจฉาชีพหรือตำรวจ ...ตรวจสอบได้!

เว็ปตรวจสอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ





เป็นที่หวาดระเวงกับมิจฉาชีพที่ชอบแอบอ้างตัวว่าเป็นตำรวจ เที่ยวหลอกลวงประชาชน บางครั้งเป็นข่าวกันใหญ่โต ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน

หลังจากนี้ไป หากมีใครแอบอ้างว่าเป็นตำรวจ  ข่มขู่ รึดไถ่  หรือโทรมาแจ้งข้อหาจกับญาติพี่น้อง พ่อแม่ของเรา  เพียงใส่ชื่อ นามสกุล ในเว็ปของกรมตำรวจนี้ ก็จะทราบทันที  ว่าของจริง หรือของปลอม ครับ

เว็ปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  >>> http://www.thaipolice.net/

ลิงค์สำรอง... http://103.82.248.52/index.php 



ตรวจสอบได้ทุกชั้นยศ แชร์ไปให้ญาติๆได้เลยนะ......ด้วยความปรารถนาดีจาก ...เพจ #เอาตัวรอดในป่า

"มีดขอหวด" .... มีดีอะไร?....กับเพจเอาตัวรอดในป่า

"มีดขอหวด" .... มีดีอะไร?

เป็นมีดเดินป่าชั้นยอด ที่ใครก็คาดไม่ถึง...



" มีดขอหวด" จะเหมาะสำหรับเดินป่ามากที่สุด เล่มเดียวเอาอยู่ ฟันใกล้ก็ได้ ฟันไกลก็ได้ เพราะมีด้ามยาว จึงปรับระยะมือจับได้ ถ้าต้องฟันระยะประชิดตัวก็เลื่อนมือไปจับใกล้ๆใบมีด แต่ถ้าฟันไกลๆก็เลื่อนมาลงมาจับให้สุดด้าม เปลี่ยนมือจับก็ไม่ยาก ใบมีดเว้าเข้า ใช้แหวกวัชพืชแทนมือ โดยไม่ต้องยื่นมือไปสัมผัสใบไม้ให้โดนตัวอะไรกัด
.
 ส่วนเว้าของมีด ใช้เกี่ยวกิ่งไม้ที่ตัดแล้วล้มขวางทาง ให้ไปทางอื่นได้ ซึ่งมีดทรงตรงทำไม่ได้ ปลายหัวตัด ยังใช้ดันต้นไม้ที่ตัดแล้วให้ล้มไปทางอื่น จึงไม่แปลกที่มีดขอหวดเล่มเดียว ใช้ถางป่าหรือทำทางเดินโล่งๆในป่าได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะรกหรือหนามเยอะแค่ไหน ถ้าอยากจะฝ่าไปแล้ว ทำได้เสมอ เวลาขึ้นลงทางชัน ก็ใช้แทนไม้เท้าเดินป่าได้ แต่ดีกว่า เพราะใช้ปลายหัวตัดขุดดิน ทำเป็นร่อง ให้เท้าเหยียบกันลื่น หรือ เวลาไม่มีต้นไม้ให้เกาะ ก็ใช้ปลายแหลมเฉาะกับขอนไม้ใหญ่เหมือนตะขอ ใช้ดึงตัวขึ้น หรือ เวลาเดินบนทางชันแล้วไม่มีอะไรให้เกาะ ก็ใช้ปลายเหลี่ยมตรงสันมีดอีกมุมหนึ่ง ค้ำยันกับต้นไม้หรือก้อนหิน 

.
เวลาวางมีด ก็ใช้ปลายแหลมเฉาะขอนไม้ด้านข้าง จะได้ไม่ต้องวางมีดกับพื้นให้ตัวอะไรไต่ขึ้นมา ปลายแหลมยังป้องกันคมมีดไม่ให้โดนก้อนหิน (การฟันโดนก้อนหินถือเป็นเรื่องปกติที่มีโอกาสเจอ ซึ่งเราต้องทำใจ โดยเฉพาะใกล้ลำธารจะมีก้อนหินมาก ถึงแม้ว่ามีดขอหวดจะมีปลายงอป้องกันอยู่แล้ว 
.
แต่บางครั้งคมมีดก็มีโอกาสโดนเหมือนกัน วิธีป้องกันเบื้องต้น ไม่ให้มีดฟันโดนก้อนหินคือ ก่อนฟันควรมองแนวที่มีดจะกวาดไป ถ้าแนวกวาดมีด มีพุ่มไม้บังอยู่ ก็ต้องเขี่ยดูก่อน แต่จะเสียเวลามากขึ้น) มีดขอหวดมีความปลอดภัยสูง เพราะมักจะใช้ฟันขึ้น หรือเหวียงออกข้างตัว จึงไม่เหวี่ยงลงไปโดนขา และสันมีดไม่มีส่วนแหลมคม เวลามีดเด้งกลับมาโดนตัวแล้วไม่อันตราย



 ส่วนมีดเว้าเข้าทรงอื่นๆเช่น ทรงเคียว ยังสู้มีดขอหวดไม่ได้ เพราะว่า ใช้เป็นไม้เท้าไม่ได้ ขุดดินก็ไม่ได้ แม้แต่พวก brush knife ของฝรั่งที่ทรงคล้ายเคียว แต่สั้น คือยาวแค่ประมาณ 20 นิ้ว เวลาเหวี่ยงมีโอกาสโดนหนามตำมือได้ง่าย หลายคนสงสัยว่า เมื่อมีดขอหวดดีอย่างนี้แล้ว เหตุใดเราจึงไม่ค่อยเห็นคนนำทางใช้กัน ซึ่งจากที่ผมเคยพบมาคือ พวกเขาไม่รู้ หรือไม่มีใช้ เพราะชีวิตคนชนบทไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก อะไรใกล้ตัวก็หยิบมาใช้ และใช้ตามๆกันมาโดยไม่คิดหาวิธีที่ดีกว่า จากที่ผมเดินทางมาตั้งแต่ป่าเหนือจนถึงป่าใต้ เมื่อผมให้ชาวบ้านคนใดทดลองใช้มีดขอหวด ปรากฎว่า ติดใจทุกคน ถ้าต้องการพิสูจน์ แนะนำให้ลองหาจุดผูกเปลที่พื้นค่อนข้างรก แล้วลองใช้มีดขอหวดถางดู เทียบกับมีดชนิดอื่นๆอย่าง มีดเหน็บ แล้วจะเห็นความแตกต่าง.......

เครดิต:ผู้เขียนเนื้อหาเหล่านี้เผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง จึงไม่มีลิขสิทธิ์

อ่านต่อบทความคู่มือเดินป่า...ตอนที่ 13>>>>>>>>

คู่มือเดินป่าตอนที่1...https://is.gd/SgkF3
.
คู่มือเดินป่าตอนที่2...https://is.gd/P5Rw0
.
คู่มือเดินป่าตอนที่3...https://is.gd/lANrL
.
คู่มือเดินป่าตอนที่4...https://is.gd/FBvf5
.
คู่มือเดินป่าตอนที่5...https://goo.gl/5ACh2f
.
คู่มือเดินป่าตอนที่6...https://goo.gl/vx1qtc

คุณสามารถติดตามพูดคุยกับเราได้ที่>>>  เพจ"เอาตัวรอดในป่า"


By :อยู่อย่างเสือ 

.